2007/Jan/10

เทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 10
เรื่อง โดย ธัญสก พันสิทธิวรกุล http://thunska.exteen.com
ภาพ โดย www.thaiindie.com และ มูลนิธิหนังไทย
จากนิตยสาร สารกระตุ้น
ฉบับที่ 9 เดือนตุลาคม 2549

ถ้าวงการหนังคือวงกลมวงหนึ่ง คุณคิดว่าหนังอินดี้ หนังสั้น แบบที่คุณทำ มันอยู่ตรงไหนในวงกลม?

หนังแบบที่เราทำ มันคงไม่ส่องสว่าง ให้พลังงาน หรือยิ่งใหญ่ เหมือนดวงอาทิตย์ และไม่เห็นชัด โดดเด่นแบบดวงจันทร์ แต่มันกระจายตัวตามส่วนต่าง ๆ ในวงกลมนั้น และกระพริบเหมือนดาวดวงบนท้องฟ้า ที่ราวกับพยายามจะกระซิบว่า เราอยู่ตรงนี้นะ มันบอกเล่าเรื่องราว ในภูมิภาคที่มันอยู่ มันบอกความเป็นตัวเอง.....และสวยงาม

นั่นคือคำถามคำตอบเมื่อสามเดือนก่อน ที่นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่งถามผม

วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2549
ตี 3:45 น.
ไม่แน่ใจว่าควรเรียกเวลานี้ว่าดึกมาก หรือเช้าตรู่ดี แต่ที่แน่ ๆ ผมนอนไม่หลับ หลับไม่ลงเพราะ หนังสั้น

เหตุแรกเพราะวันนี้เย็น ผมและกรรมการอีก 2 คน (คุณยงยุทธ ทองกองทุน-หับโห้หิ้น และคุณไกรวุฒิ จุลพงศธร-นิตยสารไบโอสโคป) พวกเราต้องมาร่วมกันถกเถียง(และอาจถึงขั้นตบตี) ว่าจะยกรางวัลช้างเผือกสำหรับหนังนักศึกษายอดเยี่ยมให้ใครดีในปีนี้ เหตุสองเพราะอีกวันถัดไป รอบของ www.thaiindie.com ผมจะเปิดโปรแกรมด้วยการฉายปฐมทัศน์โลกของหนังสั้นเรื่องล่าสุดของผม

ผมจะไม่ตื่นเต้นเลยถ้าที่นี่เป็นต่างประเทศ ที่ช่วง 3-4 ปีมานี้เทียวไปฉายนับครั้งไม่ถ้วน แต่ตื่นเต้นทุกครั้ง ที่ได้ฉายในเมืองไทย และคงตื่นเต้นน้อยกว่านี้ ถ้าครั้งนี้ไม่ใช่งานหนังสั้นที่มีมา 10 ปี ที่เป็นเหมือนบ้านเกิดในโลกภาพยนตร์สำหรับผม เช่นเดียวกับอาการตื่นเต้นที่ผมเองก็อยากจะรู้ว่า ผลตัดสินปีนี้จะออกมายังไง หนังเรื่องที่ผมรักจนอยากจะยกรางวัลให้ อีกสองคนเขาจะเห็นด้วยหรือไม่

7 ปีสำหรับชีวิตการเป็นคนทำหนังสั้นของผม 10 ปีสำหรับเทศกาลประกวดหนังสั้นแห่งแรกของไทย 7 ปีที่แล้วผมเดินเข้ามาขอเป็นอาสาสมัครกับมูลนิธิหนังไทย ด้วยต้องการหาที่พักพิง ยึดเหนี่ยว ซึ่งที่นี่ผมพบความศรัทธา คนไม่กี่คนที่ผูกพันกันแน่นเหนียวด้วยภาพยนตร์ คุณโดม สุขวงศ์ , คุณชลิดา เอื้อบำรุงจิต และคุณวิมลรัตน์ อรุณโรจน์สุริยะ คือทีมงานผู้ริเริ่มก่อตั้งเวทีสำคัญแห่งนี้

แม้แต่พี่น้องลูมิแอร์ผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์เอง ยังเย้ยหยันเลยว่า The cinema is an invention without a future. ภาพยนตร์เป็นประดิษฐกรรมที่ไม่มีอนาคต เพราะครั้งแรกที่เขาคิดสร้างประดิษฐกรรมที่เรียกว่าภาพยนตร์ เขาตั้งใจเพียงเพื่อจะคิดค้นของเล่นสร้างความบันเทิงชิ้นใหม่ออกสู่ตลาด ในขณะที่คำพูดของคุณโดมที่ผมจำได้ไม่ลืม หนังคือศาสนา โรงหนังคือโบสถ์คือวิหาร คำพูดนี้เองที่ทำให้ผมนับถือศาสนาภาพยนตร์ เพราะสำหรับผม หนังไม่ใช่แค่เครื่องมือให้ความบันเทิง แต่มันคือชีวิต คือการเยียวยา คือการเรียนรู้ คือลมหายใจของเพื่อนร่วมโลก และตัวเรา

ปี 2534 และ 2538 สถาบันเกอร์เธ่จัดสัมนาเชิงปฏิบัติการหนังทดลอง แต่ก็จำกัดวงเพียงศิลปิน นักคิด นักเขียน หรือคนในแวดวงโฆษณา แม้ในหลาย ๆ สถาบันการศึกษาที่เปิดสอนภาพยนตร์เอง แต่ละปีจะมีหนังสั้นออกมาเป็นหนังจบ และมีการโชว์หนัง ไม่ว่าจะ หนังกางจอ(จุฬาฯ) Coreหนัง(ธรรมศาสตร์) ไปยันงานหนังนักเรียน แต่หนังสั้นก็ไม่ได้จำกัดวงแคบเฉพาะกลุ่มนักเรียนหนัง หรือบรรดาศิลปินอีกต่อไป เมื่อกล้องดิจิตอลเป็นของราคาไม่แพงนัก และเมื่อมูลนิธิหนังไทยจัดประกวดหนังสั้นครั้งแรกเมื่อปี 2540 ซึ่งกติกาเปิดกว้างให้กับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถ่ายด้วยฟิล์ม ไม่จำกัดแนวทาง แต่จำกัดว่าไม่เกิน 30 นาที

ผมเข้ามาร่วมกับมูลนิธิหนังไทยเมื่อปลายปี 2542 หน้าที่แรกคือทำบัญชีรายชื่อหนังสั้นที่เริ่มสุมกอง สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูหนังทุกเรื่อง เช็ครายชื่อทีละม้วน และจัดลำดับตัวเลขให้เป็นหมวดหมู่ หน้าที่ต่อไปเมื่อใกล้งานประกวดซึ่งปิดรับผลงานเดือนพฤษภาคมของทุกปี คือการดูหนังทุกเรื่อง อย่างน้อยเรื่องละ 3 รอบ เพื่อมาถกเถียงกันว่า ควรจะเลือกเรื่องไหนให้เข้ารอบสุดท้าย อันเป็นชุดที่กรรมการจะได้ดู

แต่นอกเหนือจากหน้าที่ ปี 2543 ผมทำหนังสั้นเรื่องแรก

การประกวดในสายหลัก ๆ นั้น จะมีด้วยกัน 3 สาย คือ สายรัตน์ เปสตันยี -หนังคนทั่วไป , สายช้างเผือก-หนังนักเรียนหนัง และ สายปยุต เงากระจ่าง-หนังแอนิเมชั่น แน่นอนว่าผมเองก็อยากจะส่งประกวดกับเขาด้วย แต่เพื่อความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ผมจึงไม่มีสิทธิ์คัดหนังเข้ารอบสุดท้ายในสายรัตน์ เปสตันยี ในปีนั้นไปโดยปริยาย(และมีผลทำให้ผมตัดสินใจไม่ส่งหนังเข้าประกวดเวทีนี้อีกเลย เพราะผมเลือกที่จะทำหนัง และยังอยากจะทำหน้าที่คัดเลือกหนังต่อไป)

คงเป็นโชคชะตาที่หนึ่งในกรรมการปีนั้น คือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งต่อมาเขาคือคนไทยคนแรก ที่ได้รางวัลจาก คานส์ เทศกาลหนังที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หนังของผมได้แค่ประกาศนียบัตรชมเชย(ที่จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ เพราะหนึ่งในกรรมการทำหาย) แต่อภิชาติพงศ์ขอเลือก Private Life ของผม และ My Story ของ ทรงพล ชาญใช้จักร หนังรางวัลรองชนะเลิศอีกหนึ่งเรื่องในปีนั้น ส่งประกวดในเทศกาลแห่งหนึ่งที่แคนาดา ไม่ได้รางวัลครับ แต่เทศกาลนั้นเลือกหนังทั้งสองเรื่องเข้ารอบประกวด จากหนังเป็นร้อย ๆ เรื่องทั่วโลก

สิ่งที่ยากที่สุดของการทำหนัง คือการลงมือทำหนัง

ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ Private Life คือผลผลิตของความท้อโดยแท้ เมื่อผมพยายามเขียนบทหนังเรื่องหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดก็ทำมันไม่สำเร็จ ไม่ต่างกับคนที่ฝันอยากจะทำหนังคนอื่น ๆ ที่คิดว่าบทนี่มันเจ๋งสุดแล้ว และ กูอยากทำ ไม่มีกล้อง แต่เพื่อนมีก็ยืมเพื่อน ไม่มีนักแสดง ก็ให้เพื่อน ๆ เล่น ตัดไม่เป็นก็เพื่อนตัด บทหนังที่ผมคิดว่าเจ๋ง ผมส่งไปให้อภิชาติพงศ์อ่าน แล้วเขาก็ตอกกลับมาว่า เราไม่ชอบว่ะ แต่ผมอยากทำนี่! ฮึ ความดันทุรังมาเจอเข้ากับอุปสรรคใหญ่ คือ ความขี้เกียจ เปลี่ยนใจไปมา และไม่มีการวางแผนล่วงหน้า สุดท้ายก็ถ่ายแล้วล่ม และท้อ

เงินที่รวบรวมไว้ไม่กี่ร้อย ผมบอกเพื่อนว่าขับรถไปพัทยากันเถอะ แล้วระหว่างนั้นเองที่จู่ ๆ ผมก็คิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งในอดีตของผมกับใครคนหนึ่ง ไม่มีบท แต่ผมมีเพื่อนเป็นนักแสดง อีกคนถือกล้องไว้หลังรถ ตั้งมันไว้เฉย ๆ ขับรถไปเรื่อย ๆ ผมบอกสถานการณ์คร่าว ๆ ว่าในแต่ละช่วงเราจะทำอะไรกันบ้าง พูดกันประมาณไหน และนั่นคือที่มาของ Private Life

หนังต้องการคนดู ผมจำความรู้สึกแรกได้ดี ทันทีที่เคาท์นติ้งนัมเบอร์เริ่มนับถอยหลัง 3 2 1 ฉาย.....

ภาพภายในรถ two shot ที่หลังนักแสดงทั้งสองคน(หนึ่งในนั้นคือตัวผมเอง) วิวนอกหน้าต่างรถเคลื่อนไปเรื่อย ๆ คือภาพที่จะได้เห็นใน Private Life ตั้งแต่ต้นจนจบ และระหว่างนั้น ก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเก้าอี้ในโรง คนเริ่มขยับลุก เดินออก ยอมรับว่าน้อยใจ แต่ก็สุขใจว่าในที่สุดก็มีคนได้เห็นมัน

เปล่าเลย ครั้งนี้ผมไม่ได้คิดว่าเจ๋งแล้ว ถึงได้ทำหนังน่าเบื่อแบบนี้ออกมา แต่ผมมีเรื่องที่อยากเล่า อยากทำอะไรสักอย่างให้คนได้เห็นส่วนเสี้ยวของความทรงจำในอดีตที่ผมไม่อยากลืม

แต่ใครจะรู้ว่าหนังทุนต่ำโคตรราคา 400 บาท เรื่องนั้น มันไม่จบแค่นี้ แต่กลับได้ฉายใน แคนาดา มาเลเซีย ฟิลลิปปินส์ ฮ่องกง และจนปีนี้ 2549 มันยังฉายต่อไปไม่เลิกบนเวทีใหญ่ของไต้หวัน-ม้าทองคำ

คงคิดสินะว่าผมคงภูมิใจมากกับการได้ฉายหนังในเมืองนอก ได้บินฟรีท่องเทศกาลแทบจะเดือนเว้นเดือน เปล่าเลย แต่สิ่งที่ผมภูมิใจคือ ผมได้ทำหนังเสร็จหนึ่งเรื่อง เพราะการทำหนังมันคือการเผชิญอุปสรรค ตั้งแต่เริ่มผมต้องทะเลาะกับตัวเองว่า ตกลงแล้วมึงอยากจะทำอะไร ทะเลาะกับเพื่อน ทะเลาะกับคนอื่น จนถึงขั้นทะเลาะกับคอมพิวเตอร์ที่แฮงค์ได้แฮงค์ดี แต่นั่นแหละคือรางวัลที่คนทำหนังทุกคนพึงได้ รางวัลมีค่าที่สุดที่ไม่มีเวทีไหนให้คุณได้ คือประสบการณ์ คือความทรงจำ คือการตัดสินใจว่าควรจะทำต่อไป หรือไปทำอย่างอื่นเสียจะดีกว่า

25 สิงหาคม 2549
ตี 1:38 น.
การประกวดเป็นกุศโลบาย

หลายปีก่อนคุณโดมบอกผมอย่างนั้นในบ่ายวันหนึ่ง ตอนเราคุยกันเรื่องกระทู้ด่าทอผลตัดสินในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ที่เดาได้ไม่ยากว่าคนที่เขียน ก็คือพวกที่พลาดรางวัล แววตาของคุณโดม ตอนที่เล่าว่าทำไมถึงคิดจะจัดงานประกวด ผมจะไม่ลืมชั่วชีวิต ผมเห็นบางสิ่งรื้นรินอยู่ในนั้น ผมเห็นความทรงจำ ความภูมิใจ ความหวัง เห็นประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย เขาพูดประมาณว่า ก่อนจะมีการประกวด มีแต่พวกนักเรียนหนังทำกัน ทำหนังส่งอาจารย์เพื่อให้จบ ฉายครั้งสองครั้ง แล้วก็ไม่มีใครเห็น เรียนจบก็ไปทำโฆษณากันเป็นแถว ไม่มีใครคิดจะทำหนังสั้นกันอีกแล้ว

การจัดประกวด ไม่ใช่ใครนึกจะจัดก็ทำได้ เพราะสิ่งแรกเลยที่ต้องคิด คือ เงิน ไหนจะเงินรางวัล ค่าสถานที่ ค่าสิ่งพิมพ์ ทำเหรียญรางวัล จิปาถะ บางคนคงคิดว่า มูลนิธิหนังไทย เป็นเศรษฐีถึงมีปัญญาจัดมันได้ทุกปี ไม่ใช่มูลนิธิร่วมกตัญญูนี่ครับ จะได้มีรายได้จากการขายโลงผี เงินทำบุญ แต่หนังในบ้านเราไม่มีใครเห็นค่าขนาดที่ผู้คนจะแห่มาให้เงินสนับสนุน เพราะอย่างไรก็ตามหนังยังคงถูกมองเป็นเพียงสื่อบันเทิง น้อยคนนักที่จะมีสติพอจะนึกได้ว่ามันคือประวัติศาสตร์ชาติ มันคือภาพสะท้อนของยุคสมัย

เช่นนี้เองเมื่อครั้งหนังไทยได้คานส์ จึงไม่มีใครแห่แหนผู้กำกับคนนั้นรอบเมือง แจกทองให้เงินอัดฉีดอย่างนักกีฬาโอลิมปิค เชื่อไหมว่าปีที่ปาร์คชานวุคได้รางวัลที่คานส์ ผู้นำประเทศของเกาหลีจัดงานเลี้ยงใหญ่โต ผู้คนโห่ร้องดีใจ ได้เหรียญตราประกาศเกียรติคุณ และได้นั่งเก้าอี้ข้างประธานาธิบดีในงานเลี้ยงสังสรรค์ เพราะการได้คานส์นั้นเหนื่อยยากกว่าชิงเหรียญโอลิมปิคหลายเท่านัก

จากการสอบถามข้อมูลปีล่าสุดจาก ชลิดา ผู้อำนวยการเทศกาล เธอบอกว่า ปีนี้สปอนเซอร์ที่ได้ มีอยู่ไม่กี่อย่าง ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง ที่จะมาแจกฟรีในวันเปิด-ปิดของงาน , เงินจำนวนสองหมื่นบาท สำหรับรางวัลวิจิตรมาตรา 4 รางวัล รางวัลละห้าพัน จากมูลนิธิขุนวิจิตรมาตรา , เงินรางวัลสาขาช้างเผือกพิเศษ และรางวัลดุ๊กซึ่งบริจาคโดย อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน สองหมื่นบาท , เงินรางวัลห้าพันบาทจากฟิล์มยี่ห้อหนึ่ง สำหรับหนังที่ถ่ายภาพสวย(ด้วยฟิล์มยี่ห้อนั้น) และเงินค่าสถานที่จากสำนักศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

แต่ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าพิมพ์สูจิบัตร(เล่มหนา สวย ข้อมูลเพียบ) ค่าจ้าง ค่าอาหารทีมงาน หรือแม้แต่เงินรางวัลในสาขาอื่น ๆ ที่เหลือ อาทิ รางวัลช้างเผือก รางวัลรัตน์ เปสตันยี ค่าทำเสื้อยืดเทศกาล ค่าเบี้ยบ้ายรายทาง ฯลฯ ล้วนสะสมมาจากน้ำพักน้ำแรง ที่มูลนิธิหนังไทยรับจ๊อบต่าง ๆ มาตลอดปี

คุณคิดว่าการจัดประกวดนี้ มูลนิธิหนังไทยทำเพื่ออะไร?

เรารักงานนี้ เราก็ทำ เราก็สู้ไป สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา รัตน์ เปสตันยี เคยกล่าวไว้ ซึ่งเป็นคำจารึกไว้บนเหรียญรางวัล อันเป็นเครื่องเตือนใจที่มอบให้คนทำหนังสั้นมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว

สายประกวดรัตน์ เปสตันยี เป็นสายสำหรับบุคคลทั่วไป สาเหตุที่นำชื่อของคุณรัตน์ ผู้กำกับชั้นครูในอดีตมาเป็นชื่อรางวัลเพราะคุณรัตน์ท่านศึกษามาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน แต่กลับสนใจในภาพยนตร์ หนังสั้นเรื่อง แตง ของท่านได้รับรางวัลชนะเลิศสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ จากเทศกาลประกวดภาพยนตร์สมัครเล่น ณ เมืองกลาสโกลว ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2481 โดยกรรมการหนึ่งเดียวในปีนั้นคือ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค นอกจากนั้น เรือใบสีขาว หนังสั้นอีกเรื่องหนึ่งของคุณรัตน์ ก็ยังได้รับรางวัลจากจากงานมหกรรมโลกนิวยอร์ค อีกด้วย

หนังของคุณรัตน์ไม่อายใคร ทางทำหนังก็ดี มีฝีมือ หัวก้าวหน้า ทำแล็บฟิล์ม และโรงถ่ายเองในเมืองไทย แถมยังเป็นนักต่อสู้ เป็นตัวตั้งตัวตีเรียกร้องการสนับสนุนจากรัฐบาลในยุคนั้น คุณโดมบอกกับผมอย่างนั้น เมื่อผมอยากรู้ว่าทำไมจึงเชิดชูคุณรัตน์นัก

17 สิงหาคม พ.ศ.2513 ณ ห้องเมธี โรงแรมมณเฑียร สมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ และข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมาร่วมประชุม เพื่อหาข้อสรุปว่ารัฐบาลจะให้การช่วยเหลือภาพยนตร์ไทยอย่างไรบ้าง ผู้เข้าร่วมร่วมประชุมหลายคนผลัดกันพูด คุณรัตน์ขออนุญาตลุกขึ้นพูดเป็นคนสุดท้าย แต่ด้วยความอัดอั้นและคับข้องใจที่เผชิญมาตลอดระยะการทำงาน เป็นเหตุให้หัวใจวายล้มลงกลางที่ประชุม และเสียชีวิตลง และนั่นเองที่ทำให้มูลนิธิหนังไทยเลือกเอาวันที่ 17 สิงหาเป็นวันประกาศผลหนังสั้น แม้ในปีล่าสุดจะเปลี่ยนเป็นวันเริ่มเทศกาลก็ตาม แต่ก็ยังคงนัยยะเพื่อแสดงความยกย่องคุณรัตน์อยู่นั่นเอง

ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูนย์หาย

คือพุทธวนจนภาษิตที่ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ นับถือ และเป็นคำสลักบนรางวัลช้างเผือก ซึ่งมอบให้แก่ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยมสายนักศึกษา เพื่อรำลึกถึงภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก The King of the White Elephent หนังไทยพูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของชาติ

ปรีดี พนมยงค์ แต่งนิยายภาษาอังกฤษเรื่องนี้ เมื่อปีพ.ศ.2483 ในช่วงเวลาที่กำลังอยู่ในภาวะสงครามโลก และก่อนที่จะตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้ ปรีดีได้สร้างภาพยนตร์จากนิยายเรื่องนี้เองอีกด้วย ออกฉาย 3 แห่งพร้อมกันใน ไทย , สิงคโปร์ และนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2484

โดยเนื้อหานั้น พระเจ้าช้างเผือกพูดถึงเหตุการณ์สมมติ เล่าเรื่องของพระเจ้าแผ่นดินหนุ่ม ผู้ไม่สนพระทัยในราชประเพณีเดิม ที่ต้องมีสนมถึง 365 นาง แต่ใส่พระทัยในความทุกข์ยากของราษฎรมากกว่าความสุขส่วนพระองค์ จนเมื่อแผ่นดินถูกรุกรานโดยพระเจ้าหงสา ท่านจึงออกศึกทำสงคราม แต่จุดจบของหนังมิใช่การต่อสู้เสียเลือดเนื้อโดยไม่ใสใจในชีวิตประชาชน หากแต่คือการประกาศสันติภาพและสมานฉันท์รอมชอมระหว่างกัน

ปรีดี ต้องการใช้หนังเรื่องนี้เป็นสื่อ ถ่ายทอดความคิดที่มีต่อสภาพบ้านเมืองในขณะนั้น และนี่เองคือเหตุที่ปรีดี ให้ตัวละครทั้งหมดพูดภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อ สาร ที่ท่านต้องการจะบอกไปยังประชาคมโลก จุดนี้เองที่มูลนิธิหนังไทยเห็นว่า หนังเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก สื่อความมากกว่าแค่ บันเทิง จึงใช้ช้างเผือกเป็นรางวัล เพื่อเตือนใจให้รำลึกถึงจิตวิญญาณของภาพยตร์ที่ถ่ายทอดสิ่งที่ตนตั้งมั่น ยึดถือ ไปสู่ผู้ชม

ผมไม่แน่ใจว่ากระบวนการตัดสินของหนังในสายนี้ เหมือนหรือแตกต่างกันแค่ไหนในแต่ละสาย แต่ละปี แต่ปีนี้ในสายช้างเผือก เราเลือกที่จะแบ่งคะแนนหนังออกเป็นส่วน ๆ เช่น การกำกับ ถ่ายภาพ บท เนื้อหา หรือการแสดง ฯลฯ เพราะหนังแต่ละเรื่องมีความบกพร่องในแต่ละจุดต่างกันออกไป มีเหลื่อมล้ำในแง่โปรดัคชั่นสูง และมีความหลากหลาย บางเรื่องเป็นสารคดี หนังทดลอง เรื่องเล่า ฯลฯ เราจึงตกลงกันที่มองโดยภาพรวมของหนังเรื่องนั้น ๆ และประเมินระดับจากหนังทุกเรื่องในสายนี้ โดยปีนี้หนังที่เรายกช้างเผือกให้ คือ มารีญา

มารีญา เล่าเรื่องของเต๋อ และมารีญา นักศึกษาซึ่งเป็นเพื่อนกัน กินข้าวกลางวันด้วยกัน ตกเย็นเต๋อก็จะปั่นจักรยานไปส่งมารีญา ความต่างเล็กน้อยที่ลุกลามเป็นปัญหาระหว่างกันคือ มารีญาเป็นมุสลิม จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อพ่อของเต๋อเสียชีวิตโดยผู้ก่อการร้ายแถบชายแดนภาคใต้ และเต๋อกล่าวโทษมารีญาว่า พ่อเราตายเพราะพวกของเธอ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไป

แม้ว่าในช่วงครึ่งแรกของหนังจะมีความบกพร่องอยู่บ้าง ในแง่โปรดัคชั่น การตัดต่อ แต่โดยรวม หนังมีพลังมากพอที่จะถ่ายทอดทัศนคติของผู้กำกับ ที่มุ่งตั้งคำถามต่ออคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีต่อมุสลิม ด้วยบทพูดไม่เยิ่นเย้อ และการกำกับเรียบง่าย แต่สื่อความหมาย ให้ความรู้สึกร่วม และสะเทือนใจ ไปสู่ประเด็นที่พูดถึงการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน ในฐานะมนุษย์ที่ต่างก็มีชีวิต และต่างก็หวั่นไหวต่อสภาวะการถูกทำร้ายเช่นเดียวกัน ได้อย่างกลมกลืนตลอดทั้งเรื่อง

ที่สำคัญผมเห็นจิตวิญญาณของปรีดี สะท้อนออกม